ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับนาฮงจินในรอบ 10 ปี “HOPE” เข้าฉาย 9 กันยายน
ฮวังจองมิน–โจอินซอง นำทีมสร้างการไล่ล่าที่เข้มข้น พร้อมเปิดโลกแอ็กชันรูปแบบใหม่
“HOPE” เป็นหนังที่สมกับกระแสความคาดหวังก่อนเข้าฉาย เพราะจัดเต็มทั้งความยิ่งใหญ่ ความมัน และความบันเทิงแบบที่แทบไม่ต้องพูดอะไรให้มาก นี่คือหนังที่ต้องไปดูในโรงแล้วตัดสินด้วยตัวเอง และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ‘คุ้มค่าตั๋ว’
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานใหม่ของ นาฮงจิน (Na Hong-jin) ผู้กำกับจาก The Chaser, The Yellow Sea และ The Wailing โดยเรื่องราวเกิดขึ้นที่สำนักงานประจำพื้นที่โฮโป ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปลอดทหาร DMZ
บอมซอก (ฮวังจองมิน / Hwang Jung-min) หัวหน้าสำนักงานได้รับแจ้งจากกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้านว่ามี “เสือ” ปรากฏตัวขึ้น ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายจนทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน และพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ยากจะเชื่อ
นอกจากฮวังจองมินแล้ว หนังยังนำแสดงโดย โจอินซอง (Jo In-sung), จองโฮยอน (Jung Ho-yeon) และ อึมมุนซอก (Eum Moon-seok) ขณะที่นักแสดงฮอลลีวูดอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ (Michael Fassbender), อลิเซีย วิกันเดอร์ (Alicia Vikander), เทย์เลอร์ รัสเซลล์ (Taylor Russell) และ คาเมรอน บริตตัน (Cameron Britton) รับบทเป็นเอเลี่ยน

——
ช่วงแรกเกือบ 1 ชั่วโมงคือเวทีของฮวังจองมิน
หนังเปิดฉากด้วยบอมซอกและ ซองกี (โจอินซอง / Jo In-sung) ที่กำลังพูดคุยกันขณะมองวัวตัวหนึ่งซึ่งถูกบางสิ่งโจมตี
เมื่อสถานการณ์ในหมู่บ้านเลวร้ายลง บอมซอกต้องรับมือกับความโกลาหล ขณะที่ ซองแอ (จองโฮยอน / Jung Ho-yeon) เดินทางมาถึงในภายหลัง และทุกคนต้องร่วมกันปกป้องหมู่บ้านที่เหลือเพียงคนชรา
กลุ่มวัยรุ่นที่ออกไปตามล่าสิ่งมีชีวิตปริศนาบนภูเขากลับกลายเป็นฝ่ายถูกล่าเสียเอง จากความไม่รู้และความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นระหว่างแต่ละฝ่าย สถานการณ์ค่อย ๆ ลุกลามจากโศกนาฏกรรมในหมู่บ้านไปสู่หายนะระดับจักรวาล
ตลอดช่วงเกือบหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง ซึ่งมีความยาวถึง 156 นาที อาจพูดได้ว่าเป็นการโชว์เดี่ยวของฮวังจองมินเลยก็ว่าได้
แม้สิ่งมีชีวิตปริศนาจะยังไม่เผยตัวออกมาอย่างเต็มที่ แต่พลังของมันสามารถทำลายรถยนต์และอาคารได้ในพริบตา ทำให้ผู้ชมต้องติดตามมันไปพร้อมกับความหวาดกลัวและความกังวลผ่านสายตาของบอมซอก
แม้จะใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่กลับไม่รู้สึกน่าเบื่อ เพราะบรรยากาศมีความสมจริง แรงปะทะของฉากแอ็กชันชัดเจน และสามารถดึงผู้ชมให้รู้สึกราวกับกำลังอยู่ในเหตุการณ์จริง
——
โจอินซองรับไม้ต่อ พร้อมแอ็กชันขี่ม้าที่คาดไม่ถึง
เมื่อความจริงเกี่ยวกับเอเลี่ยนถูกเปิดเผยในช่วงครึ่งหลัง โจอินซอง ก็กลายเป็นตัวละครที่แบกรับความมันของเรื่องต่อ
ขณะที่ฮวังจองมินและจองโฮยอนสร้างความสะใจด้วยฉากยิงปืนสุดดุเดือด โจอินซองก็จัดเต็มทั้งวิ่ง ทั้งกลิ้ง และที่เหนือความคาดหมายที่สุดคือ ฉากแอ็กชันบนหลังม้า
เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทั้งสูง ทั้งรุนแรง และตกลงมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็ยังกลับมารอดชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อจนแทบเหมือนเป็นอมตะ ดูแล้วทั้งลุ้นทั้งอดสงสารไม่ได้
โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่องที่โจอินซอง ขี่ม้าด้วยมือเดียวบนถนนลาดยาง กลายเป็นหนึ่งในฉากไฮไลต์ของหนังที่ทั้งตลกและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน
รีวิวถึงกับยกให้เป็นการนำเสนอ “ศาสตร์แห่งแอ็กชันบนหลังม้า” ในรูปแบบที่แทบไม่เคยเห็นจากหนังแอ็กชันเรื่องไหนมาก่อน และยิ่งน่าทึ่งเมื่อรู้ว่าฉากแอ็กชันเหล่านี้ถูกถ่ายทำโดย ไม่มีการพึ่งพา CG
ความทุ่มเทของผู้กำกับนาฮงจินจึงทำให้ทีมรีวิวถึงกับต้องยอมรับในความ “บ้าระห่ำ” ของเขาเลยทีเดียว

——
เอเลี่ยนอาจมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ความมันหยุดไม่อยู่
รูปลักษณ์ของเอเลี่ยนอาจเป็นส่วนที่ทำให้ผู้ชมมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ พลัง ความเร็ว และความตึงเครียดของหนังที่เดินหน้าแบบไม่เปิดโอกาสให้คนดูพักหายใจ
การให้เอเลี่ยนปรากฏตัวในช่วงกลางวันก็ถือเป็นอีกจุดที่สดใหม่
เมื่อเทียบกับผลงานก่อนหน้าของนาฮงจินอย่าง The Chaser, The Yellow Sea และ The Wailing หนังเรื่องนี้มีบรรยากาศหม่นชื้นและความรู้สึกติดค้างใจน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีมุกตลกแทรกเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ภาพรวมดูสนุกและผ่อนคลายขึ้น
ขณะเดียวกัน เส้นเรื่องที่ชัดเจนระหว่าง มนุษย์กับเอเลี่ยน ก็ทำให้หนังเข้าถึงง่ายและช่วยให้ผู้ชมอินกับเรื่องราวได้ไม่ยาก
——
หากชอบหนังที่เน้นเนื้อเรื่อง อาจมีคำถามตามมา
สำหรับผู้ชมที่ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่อง อาจรู้สึกสงสัยกับการดำเนินเรื่องที่แทบไม่ให้เบาะแสอะไร และเดินหน้าเป็นเส้นตรงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ชมเริ่มเข้าใจว่ามนุษย์และเอเลี่ยนต่างมีมุมมองของตัวเอง และตระหนักถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดจาก ความเข้าใจผิดระหว่างทั้งสองฝ่าย ก็จะเริ่มมองเห็นว่าจริง ๆ แล้วหนังต้องการจะสื่ออะไร
ส่วนตอนจบ แม้จะเห็นได้ชัดว่านาฮงจินมีเจตนาบางอย่างอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมแต่ละคนตีความและจินตนาการต่อได้แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นอีกจุดที่ทำให้หนังน่าสนใจ

——
ฮวังจองมิน–โจอินซอง แบกหนังได้อยู่หมัด
ฮวังจองมินและโจอินซอง เติมเต็มหนังด้วยการแสดงที่เหนือกว่าชื่อเสียงของตัวเอง
บอมซอกคือบทที่ดูเหมือนเกิดมาเพื่อฮวังจองมิน ขณะที่ซองกีก็เป็นตัวละครที่โดดเด่นขึ้นมาได้อย่างมากจากการแสดงของโจอินซอง จนแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีนักแสดงคนอื่นมารับบทแทนสองคนนี้ได้อย่างไร
สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ ด้านที่ดิบและแข็งกร้าวของโจอินซอง ซึ่งเผยให้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ของเขา
นอกจากฉากแอ็กชันที่ยอดเยี่ยมแล้ว เขายังกลมกลืนไปกับตัวละครอย่างเต็มที่ ทั้งรูปลักษณ์ สีหน้า และการถ่ายทอดอารมณ์
โดยเฉพาะตอนเผชิญหน้ากับเอเลี่ยน เขาสื่อความหวาดกลัวผ่านสายตา สีหน้า และอาการขนลุกได้อย่างสมจริง รวมถึงฉากที่เขาตะโกนออกมาด้วยความสิ้นหวัง ก็สร้างความประทับใจได้ไม่น้อย
ด้าน จองโฮยอน ซึ่งประเดิมงานภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ก็สามารถรับมือกับฉากไล่ล่าด้วยรถยนต์และฉากยิงปืนได้อย่างไม่มีปัญหา พร้อมถ่ายทอดตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์ออกมาได้อย่างมั่นคง และมีเคมีที่เข้ากับฮวังจองมินได้อย่างลงตัว

——
สรุป: เป็นหนังที่ควรดูในโรง
“HOPE” ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นใหญ่ของนาฮงจิน ที่ผู้กำกับใส่ทุกอย่างลงไปแบบสุดตัว และมีเหตุผลมากมายที่ทำให้ ควรดูเรื่องนี้บนจอภาพยนตร์มากกว่ารอชมที่บ้าน
ทั้งประสบการณ์ด้านภาพและเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นภาพยนตร์ รวมถึงฉากแอ็กชันและความอลังการที่ต้องสัมผัสผ่านจอใหญ่ จึงจะได้รับอรรถรสอย่างเต็มที่
และที่สำคัญ อย่าเพิ่งลุกออกจากโรงหลังหนังจบ เพราะมีฉากพิเศษท้ายเรื่อง
ที่มา (1)
