แม้หลายคนจะคาดหวังว่า The East Palace จะเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จของ Kingdom มองต่างออกไป โดยระบุว่าซีรีส์เรื่องนี้ให้อารมณ์คล้ายภาพยนตร์ Constantine มากกว่า เพียงแต่เติมกลิ่นอายวัฒนธรรมและความเชื่อแบบเกาหลีเข้าไปอย่างโดดเด่น
แม้จะไม่ใช่ผลงานที่ถูกใจทุกคน แต่หากชื่นชอบแนวลี้ลับ แฟนตาซี และโลกเหนือธรรมชาติ ก็ถือเป็นซีรีส์ที่มอบความสนุกได้อย่างเต็มที่
เรื่องราวของ The East Palace
The East Palace เล่าเรื่องของ กูชอน (นัมจูฮยอก) ชายผู้สามารถเดินทางข้ามระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ กับ แซงกัง (โรยุนซอ) นางกำนัลผู้ซ่อนความลับสำคัญ ทั้งสองได้รับพระบัญชาจาก พระราชา (โจซึงอู) ให้สืบหาต้นตอของคำสาปที่ปกคลุมตำหนักตะวันออกของพระราชวัง
——–
ผลงานใหม่ของทีมสร้างสายสยอง
ซีรีส์เป็นผลงานล่าสุดของสองนักเขียนบท ควอนโซรา (Kwon So-ra) และ ซอแจวอน (Seo Jae-won) เจ้าของผลงาน Entourage, The Guest และ Bulgasal ซึ่งมีชื่อเสียงด้านงานสยองขวัญและแฟนตาซี
ขณะที่งานกำกับเป็นของ ชเวจองกยู (Choi Jung-gyu) จากซีรีส์ The Devil Judge ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังทั้งด้านงานภาพและการเล่าเรื่อง

——–
“Constantine” ฉบับเกาหลี
The East Palace มีโครงสร้างหลายส่วนที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ Constantine
กูชอนเป็นตัวละครที่เคยเฉียดตาย ก่อนจะมีความสามารถเดินทางเข้าสู่โลกวิญญาณเพื่อปราบปีศาจและคลี่คลายคำสาป เช่นเดียวกับ John Constantine นักล่าปีศาจชื่อดัง
ส่วนแซงกัง ผู้เป็นคู่หูของกูชอน ก็มีบทบาทคล้าย Angela Dodson จาก Constantine เพราะต่างซ่อนอดีตและพลังพิเศษของตัวเองไว้
แม้จะมีแรงบันดาลใจที่ชัดเจน แต่ The East Palace ก็สร้างเอกลักษณ์ของตัวเองผ่านวัฒนธรรมเกาหลี เช่น
1. ใช้กิ่งไม้พีชที่ชุบเลือดเป็นอาวุธ
2. นำผีพื้นบ้านของเกาหลีมาดัดแปลง
3. สอดแทรกพิธีกรรมและความเชื่อแบบดั้งเดิม
โดยเฉพาะวิญญาณตัวน้อย กอมกซารี ที่ถูกยกให้เป็นตัวขโมยซีน ด้วยรูปลักษณ์น่ารักและพฤติกรรมชวนเอ็นดู จนมีโอกาสกลายเป็นตัวละครขวัญใจผู้ชม
——–
งานภาพโดดเด่นที่สุด
สื่อยกให้งานโปรดักชันเป็นจุดแข็งอันดับหนึ่งของซีรีส์
แม้จะเป็นสถานที่เดียวกัน แต่โลกมนุษย์และโลกวิญญาณถูกแยกด้วยโทนสี แสง และองค์ประกอบฉากอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างโดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบาย
——–
เคมีนักแสดงลงตัว
ก่อนซีรีส์ออกฉาย หลายคนกังวลว่าภาพลักษณ์สมัยใหม่ของ นัมจูฮยอก และ โรยุนซอ (Roh Yoon-seo) อาจไม่เข้ากับซีรีส์ย้อนยุค
แต่ความกังวลดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริง เพราะบรรยากาศแฟนตาซีของเรื่องช่วยให้ทั้งคู่ดูกลมกลืน และสร้างเคมีที่เป็นธรรมชาติ


ขณะเดียวกัน โจซึงอู (Cho Seung-woo) และ จางยองนัม (Jang Young-nam) ก็ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เรื่องราวด้วยการแสดงที่ทรงพลัง ทำให้ซีรีส์ยังคงความเข้มข้นตลอดการดำเนินเรื่อง
——–
แอ็กชันยังไม่ถึงระดับที่คาดหวัง
อย่างไรก็ตาม รีวิวระบุว่าจุดอ่อนสำคัญของซีรีส์คือฉากแอ็กชัน
แม้นัมจูฮยอกจะเคยสร้างความประทับใจจาก Vigilante แต่ใน The East Palace ฉากต่อสู้กลับดูเหมือนการแสดงตามคิวที่วางไว้มากเกินไป
ถึงแม้ทีมงานจะใช้การตัดต่อ มุมกล้อง และเอฟเฟกต์ช่วยเพิ่มความอลังการ แต่จังหวะการต่อสู้ยังขาดความเร็วและความดุดัน จึงไม่สามารถสร้างความสะใจได้เท่าที่ควร
——–
ดนตรีประกอบอาจแบ่งความเห็นผู้ชม
เพลงประกอบที่ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านเกาหลีและการขับร้องแบบ พันโซรี จนให้บรรยากาศคล้ายภาพยนตร์ Dune
อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์มองว่าโทนดนตรีกลับไม่สอดรับกับฉากสยองและลึกลับของเรื่อง จนบางช่วงรู้สึกแปลกแยก และเห็นว่าหากเน้นดนตรีสไตล์ออคคัลต์หรือสยองขวัญมากกว่านี้ น่าจะเข้ากับซีรีส์ได้ดีกว่า

——–
บทสรุป
The East Palace เป็นซีรีส์ที่ทำได้ดีในด้านโลกแฟนตาซี ความลี้ลับ และการนำเสนอวัฒนธรรมเกาหลี แต่ยังมีข้อจำกัดในฉากแอ็กชัน
แม้จะไม่ใช่ “Kingdom เรื่องใหม่” อย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่หากผู้ชมชื่นชอบซีรีส์แนวตำนานพื้นบ้าน สยองขวัญ แฟนตาซี และสืบสวนเหนือธรรมชาติ The East Palace ก็ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจ และมีโอกาสสานต่อกระแสความนิยมของซีรีส์เกาหลีบน Netflix ได้
ที่มา (1)
