“ความสุขจากการแอบมองสิ่งที่ไม่ควรเห็น และเมื่อมันถูกห่อหุ้มด้วยข้ออ้างว่าเป็น ‘อัจฉริยะทางวรรณกรรม’ มนุษย์จะตกต่ำได้ไกลแค่ไหน?”
นี่คือคำถามสำคัญที่ซีรีส์ออริจินัลของ Netflix เรื่อง The Boy in the Last Row ซึ่งเปิดตัวในวันที่ 26 มิถุนายน ซีรีส์พยายามถ่ายทอดผ่านเรื่องราวแนวระทึกขวัญ
ซีรีส์เล่าเรื่องของ ฮอมุนโอ (รับบทโดย ชเวมินซิก (Choi Min Sik)) นักเขียนที่ล้มเหลวและปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชาวรรณกรรมเกาหลี ผู้หมกมุ่นกับงานเขียนอันชาญฉลาดของ อีกัง (รับบทโดย ชเวฮยอนอุค (Choi Hyun Wook)) นักศึกษาที่มักนั่งอยู่แถวหลังสุดของห้องเรียน

ผลงานเรื่องนี้ดัดแปลงจากบทละครชื่อเดียวกันของนักเขียนบทชาวสเปน ฆวน มาโยร์กา (Juan Mayorga) ซึ่งเคยได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก
แม้การรีเมกจากละครเวทีเป็นซีรีส์จะเป็นงานที่ท้าทาย แต่บทวิจารณ์ระบุว่า The Boy in the Last Row คือหนึ่งในตัวอย่างของการรีเมกที่ประสบความสำเร็จที่สุด เพราะสามารถถ่ายทอดจุดแข็งของต้นฉบับออกมาในรูปแบบภาพได้อย่างชาญฉลาดและน่าติดตาม
———
ดึงผู้ชมให้กลายเป็น “ผู้สมรู้ร่วมคิด”
หัวใจสำคัญของเรื่องคือ ความอยากแอบมองชีวิตของผู้อื่น
ซีรีส์ค่อย ๆ ปลุกความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในใจมนุษย์ ผ่านการให้อีกังเขียนเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่เขาเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด
ระหว่างที่ฮอมุนโออ่านต้นฉบับของลูกศิษย์ ผู้ชมเองก็ถูกดึงให้เข้าไปเป็นผู้ร่วมรับรู้ความลับเหล่านั้น จนกลายเป็นเสมือน “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ในการแอบมองชีวิตคนอื่น
บทวิจารณ์ชื่นชมว่า เพียงสองตอนแรกก็สามารถสร้างแรงดึงดูดได้อย่างมหาศาล ถึงขั้นทำให้ผู้ชมเผลอพูดกับหน้าจอว่า
“หยุดแอบดูได้แล้ว!”
หรือ
“ทำไมถึงยุให้เขาทำเรื่องแบบนั้น?”
จนอดไม่ได้ที่จะกดดูตอนต่อไปทันที

———
งานกำกับและดนตรีช่วยยกระดับความระทึก
ผู้กำกับ คิมกยูแท (Kim Kyu Tae) ใช้โครงสร้าง “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” ได้อย่างลื่นไหล ทำให้ผู้ชมค่อย ๆ จมลงไปในโลกของการแอบสังเกตโดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกัน การถ่ายภาพที่จับแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวละคร รวมถึงดนตรีประกอบที่ใช้เครื่องดนตรีคลาสสิกอย่าง แซกโซโฟน คลาริเน็ต และเชลโล ก็ช่วยสร้างทั้งความงดงามและความหลอนในเวลาเดียวกัน จนได้รับคำชมว่าเป็นงานสร้างคุณภาพสูง
———
ชเวมินซิกพิสูจน์อีกครั้งว่าทำไมจึงเป็นนักแสดงระดับตำนาน
บทวิจารณ์ยกให้การแสดงของ ชเวมินซิก คือหัวใจสำคัญของซีรีส์
เพียงแค่กล้องซูมเข้าไปที่ใบหน้า เขาก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึกผิด ความละอาย ความสุขจากการทำลายข้อห้าม และชัยชนะของความปรารถนาที่ค่อย ๆ เอาชนะศีลธรรมได้อย่างละเอียด
ผู้วิจารณ์ถึงกับกล่าวว่า
“นี่แหละคือการแสดง”
พร้อมยกย่องว่า การได้เห็นผลงานของนักแสดงระดับตำนานของเกาหลีบนแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

———
ชเวฮยอนอุคเติบโตขึ้นอย่างน่าทึ่ง
ด้าน ชเวฮยอนอุค ก็ได้รับคำชมไม่แพ้กัน
แม้ก่อนหน้านี้เขาจะสร้างชื่อจากซีรีส์ Weak Hero แต่ในเรื่องนี้เขาก้าวไปอีกขั้น โดยรับบท อีกัง เด็กหนุ่มที่ดูไร้พิษภัยภายนอก แต่ซ่อนความลึกลับ ความเจ้าเล่ห์ และความอันตรายไว้ภายใน
ชเวฮยอนอุคเคยบอกว่า เขาตั้งใจ “เว้นพื้นที่” ให้ผู้ชมตีความตัวละครเอง ซึ่งสายตาและสีหน้าของเขาก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้โดยไม่ต้องพึ่งบทพูด และยังประชันการแสดงกับชเวมินซิกได้อย่างสูสี
นอกจากนี้ ซีรีส์ยังได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง ฮอจุนโฮ (Heo Joon Ho), คิมยุนจิน (Kim Yoon Jin), จินคยอง (Jin Kyung) และ มุนจองฮี (Moon Jung Hee) มาร่วมเสริมความเข้มข้นให้เรื่องราว
บทวิจารณ์สรุปว่า The Boy in the Last Row เปรียบเสมือน “หนังสือแห่งความปรารถนา” ที่เมื่อเปิดอ่านแล้วก็ยากจะวางลง พร้อมพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกของความลุ่มหลง ความเสื่อมถอย และการประชันบทบาทอันยอดเยี่ยมของนักแสดงสองรุ่นอย่างชเวมินซิกและชเวฮยอนอุค
ที่มา (1)
