คำตัดสินล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตลิขสิทธิ์ของนักเขียนบทโทรทัศน์ กำลังก่อให้เกิดเสียงตอบรับที่หลากหลายในอุตสาหกรรมบันเทิง
ศาลมีคำวินิจฉัยว่า บริษัทผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องแบ่งรายได้ที่เกิดจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งให้แก่นักเขียนบทเป็นการเพิ่มเติม ในคดีข้อพิพาทระหว่างผู้เขียนบทของซีรีส์ ENA เรื่อง Extraordinary Attorney Woo กับบริษัทผู้ผลิต
นักเขียนบทได้ยื่นฟ้องโดยอ้างว่าบริษัทผู้ผลิตละเมิดสัญญาด้วยการจำหน่ายสิทธิ์การเผยแพร่ซีรีส์ให้แก่ Netflix โดยไม่ได้รับความยินยอม อย่างไรก็ตาม ศาลได้ตัดสินเข้าข้างบริษัทผู้ผลิต ขณะที่นักวิจารณ์บางส่วนมองว่าสัญญามาตรฐานของนักเขียนบทโทรทัศน์ควรได้รับการปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อ
การเปลี่ยนแปลงของสื่อและสิทธิของนักเขียนบท
แหล่งข่าวด้านกฎหมายเปิดเผยเมื่อวันที่ 1 เมษายนว่า ศาลสูงกรุงโซล แผนกคดีแพ่งที่ 4 ได้ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยตัดสินไม่เข้าข้าง Korea Television Writers Association ซึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายแทนนักเขียนบท ต่อบริษัทผู้ผลิต AStory
สมาคมฯ ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ทำให้คำพิพากษามีผลสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2019 เมื่อผู้เขียนบทได้ทำสัญญากับบริษัทผู้ผลิต โดยอิงตามสัญญามาตรฐานของกระทรวงวัฒนธรรมสำหรับนักเขียนบทโทรทัศน์ ซึ่งกำหนดค่าตอบแทนไว้ที่ 9 ล้านวอนต่อหนึ่งตอน
ต่อมาซีรีส์ได้ถูกผลิตและออกอากาศในปี 2022 ทั้งทาง ENA และ Netflix และประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของตัวละครเอกที่เป็นออทิสติกอย่างละเอียดอ่อน จนทำเรตติงสูงถึง 17.5%
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่นักเขียนบทกลับไม่เห็นด้วยกับการที่บริษัทนำสิทธิ์ไปจำหน่ายให้ Netflix โดยให้เหตุผลว่า
– สัญญาเดิมตั้งอยู่บนสมมติฐานของการออกอากาศทางโทรทัศน์เท่านั้น
– การขายสิทธิ์ให้ Netflix ถือเป็น “การใช้ประโยชน์รอง” (secondary use) จึงควรมีการแบ่งรายได้จากการสตรีมมิ่ง
– เมื่อบริษัทปฏิเสธข้อเรียกร้อง สมาคมนักเขียนจึงยื่นฟ้องแทน
ฝ่ายบริษัทผู้ผลิตยืนยันว่า การเผยแพร่ผ่านสตรีมมิ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์ในสัญญาเดิม และไม่ถือเป็นการใช้ประโยชน์รอง ดังนั้นทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงมีคำตัดสินให้บริษัทเป็นฝ่ายชนะคดี
มุมมองที่แตกต่างต่อสัญญามาตรฐาน
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือข้อความในสัญญามาตรฐานเอง ซึ่งกำหนดว่าค่าจ้างเขียนบทครอบคลุมการใช้ผลงาน “เพื่อการออกอากาศและวัตถุประสงค์ใกล้เคียง”
ศาลเห็นว่า
– ขอบเขตของสัญญาไม่ได้จำกัดเฉพาะการออกอากาศแบบดั้งเดิม (ทางโทรทัศน์)
– หากไม่มีข้อกำหนดแยกต่างหาก การสตรีมมิ่งถือรวมอยู่ใน “การออกอากาศและวัตถุประสงค์ใกล้เคียง”
นอกจากนี้ ศาลยังอ้างอิงมาตรา 99(1) ของกฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งตีความว่าหากไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่น สิทธิในการออกอากาศและการส่งสัญญาณจะถือว่าได้ถูกโอนไปแล้ว
สตรีมมิ่งกลายเป็นสื่อกระแสหลัก
ศาลยังชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งได้กลายเป็นสื่อกระแสหลักไปแล้ว โดยอ้างอิงผลสำรวจของรัฐบาลในปี 2020 ที่ระบุว่า
– ชาวเกาหลี 52% ใช้บริการสตรีมมิ่งในปี 2019
– และ 95% ของผู้ใช้รับชมวิดีโออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จากข้อมูลดังกล่าว ศาลจึงเห็นว่า การเผยแพร่ผ่านสตรีมมิ่งควรถูกมองว่าอยู่ในขอบเขตที่คาดหมายได้ของสัญญา ณ เวลาที่ทำข้อตกลง
ศาลยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้เขียนบทไม่ได้คัดค้านในช่วงที่มีการทำข้อตกลงกับ Netflix อีกทั้งยังเคยเสนอแนวคิดการผลิตผลงาน Netflix Original และมีส่วนร่วมในการเจรจาสัญญาในภายหลังด้วย
คำตัดสินสำคัญ—แต่ยังมีเสียงวิจารณ์
คำตัดสินนี้ถือเป็นกรณีสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการวินิจฉัยว่า การเผยแพร่ผ่านสตรีมมิ่งเข้าข่าย “การใช้ประโยชน์รอง” หรือไม่ ในบริบทของลิขสิทธิ์นักเขียนบท
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางส่วนมองว่าคำตัดสินนี้ยังน่าผิดหวัง เพราะไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่าง “การออกอากาศ” และ “การส่งสัญญาณ” อย่างชัดเจน
ภายหลังการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ในปี 2000 “การส่งสัญญาณ” ถูกกำหนดให้เป็นสิทธิแยกต่างหากจากการออกอากาศ นักวิจารณ์จึงเห็นว่า ในยุคสตรีมมิ่ง สิทธิในการส่งสัญญาณของนักเขียนควรได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น
เสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงสัญญามาตรฐาน
ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงเรียกร้องเพิ่มขึ้นให้มีการปรับปรุงสัญญามาตรฐานของนักเขียนบท ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2017 เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักเขียน
ปัจจุบัน สัญญาดังกล่าวถูกมองว่าล้าสมัย และไม่สามารถสะท้อนโครงสร้างการจัดจำหน่ายและการแบ่งรายได้ในยุคสตรีมมิ่งได้อย่างเหมาะสม
ฮงซึงกี (Hong Seung-gi) ทนายความและประธานคณะกรรมการพิจารณาคุ้มครองลิขสิทธิ์ กล่าวว่า “การปล่อยให้รายได้จากการเติบโตของตลาดสตรีมมิ่งตกอยู่กับบริษัทผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีการชดเชยให้ผู้สร้างสรรค์ผลงาน ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของสัญญามาตรฐาน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองฝ่ายที่อ่อนแอกว่า”
